บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2
วัน พฤหัสบดี ที่ 15 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2562
(เวลาที่เข้าเรียน 08:30 - 11:30 น.)
ความรู้ที่ได้รับในวันนี้
ก่อนที่อาจารย์จะเริ่มสอน อาจารย์ให้ทดลองทำ Pretest ในรายวิชา การให้การศึกษาผู้ปกครองเด็กปฐมวัย โดยมีรายละเอียดดังนี้ (โดยอาจารย์ให้ทำในห้องไม่ให้หาความรู้จากอินเตอร์เน็ต)
1. ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยหมายถึงอะไร
2. บทบาทและหน้าที่ของผู้ปกครองมีอะไรบ้าง
3. ทำไมจึงต้องมีการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง
4. เรื่องที่ต้องการให้ความรู้หรือการศึกษาแก่ผู้ปกครองควรเป้นเรื่องของอะไรบ้าง
5. วิธีการหรือรูปแบบในการให้การศึกษาผู้ปกครองมีวิธีการใดบ้าง
6. การให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาปฐมวัยควรมีลักษณะอย่างไร
หลังจากนั้นอาจารย์เริ่มเนื้อหาในการสอน เรื่อง ความหมายของผู้ปกครอง และการให้การศึกษาผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา 
1. Parent
พ่อแม่ ผู้ปกครอง
2. Education การศึกษา
3. Early Childhood เด็กปฐมวัย
4. Parent Education for Early
Childhood การให้การศึกษาผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
5. Is a good example of children
การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก
6. Attentiveness
ความใจใส่
7. Intimacy
ความใกล้ชิด
8. Family relationship
สายสัมพันธ์ในครอบครัว
9. Accept emotions and feelings of children ยอมรับอารมณ์และความรู้สึกของลูก
ผู้ปกครอง
หมายถึง ผู้ที่เป็นบิดา มารดา
ญาติพี่น้องหรือบุคคลอื่นที่ให้การอบรมเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่เด็กที่อยู่ในการดูแลให้ความรักและความเอาใจใส่ห่วงใยตลอดจนให้การศึกษาแก่เด็ก
ความสำคัญของผู้ปกครอง
หมายถึง พ่อแม่
ผู้ปกครองมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก ซึ่งพ่อแม่มีความใกล้ชิดกับเด็ก
เป็นผู้ที่มีความหมายต่อชีวิตเด็กทั้งการเจริญเติบโตทางร่างกายและจิตใจเป็นผู้ที่เด็กมอบความรักด้วยความบริสุทธิ์ใจ
สังคมและสติปัญญา โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยถือเป็นพื้นฐานในการพัฒนาบุคลิกภาพในอนาคต
ผู้ปกครองจึงเป็นผู้นำที่จะช่วยให้เด็กเจริญเติบโต
บทบาทและหน้าที่ด้านการอบรมเลี้ยงดู 
บทบาทของพ่อแม่ในการเลี้ยงดูเด็กมี 4
ประการ คือ
1. เลี้ยงดูเด็กให้เจริญเติบโต
โดยการตอบสนองความต้องการทั้งทางร่างกายและจิตใจ
2. อบรมระเบียบวินัยทางสังคม
ตลอดจนกิริยามารยาทต่าง ๆ
3. ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ
ให้กับเด็กปฐมวัย ซึ่งได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์-จิตใจ ด้านสังคม
และด้านสติปัญญา เพื่อให้มีความพร้อมทางด้านการเรียนต่อไป
4.
ส่งเสริมความสนใจของเด็กโดยการจัดสภาพแวดล้อมรอบ
ๆ ตัวเด็กให้เหมาะสม เช่น หนังสือนิทาน อุปกรณ์ในการเล่น การพาไปทัศนศึกษา
บทบาทและหน้าที่ด้านการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้
การศึกษา
ทำความเข้าใจและแสวงหาประสบการณ์ว่าเด็กในแต่ละวันมีพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างไร
พ่อแม่ ผู้ปกครอง สามารถส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้ลูกได้อย่างถูกวิธี
ดังนี้
1. ช่วยจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับกิจกรรมที่โรงเรียน
2. ส่งเสริมให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงให้มาก
3. สนทนาให้ความเป็นกันเองกับเด็ก
ป้อนคำถามให้เด็กได้คิดหาคำตอบ
4. ชมเชยเมื่อเด็กทำความดี ทำได้ถูกต้อง
ในขณะที่ทำผิดก็ต้องชี้แจงให้เด็กเข้าใจให้ถูกต้องก่อนที่เด็กจะจำวิธีการผิดๆ
ไปใช้
บทบาทหน้าที่ของผู้ปกครอง
10
ประการ
1.
ให้ความรักและสายสัมพันธ์ในครอบครัว
2.
ให้ความเอาใจใส่และเอื้ออาทรต่อลูก
3.
ทำตนให้เป็นแบบที่ดีแก่ลูก
4.
ให้ประสบการณ์การเรียนรู้ในสังคมเกี่ยวกับการปฏิบัติตน
5.
ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้เป็นไปตามวัย
6.
ให้หลักธรรมในการพัฒนาเด็กด้วยหลักไตรสิกขา
(ศีล สมาธิ ปัญญา)
7.
ส่งเสริมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
โดยผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย
8.
ศึกษาการเจริญเติบโตของเด็ก
9.
เอาใจใส่ดูแลสุขภาพ
10. สนับสนุนเตรียมความพร้อมก่อนสู่สังคม
การบ้าน
1. ในสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นักศึกษาคิดว่าบทบาทและหน้าที่ของผู้ปกครองที่มีต่อเด็กปฐมวัยมีอย่างไรบ้าง
จงอธิบาย
ตอบ พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่มีความใกล้ชิดกับเด็ก
เป็นผู้สนับสนุนและวางรากฐานอันสำคัญยิ่งต่อการเจริญเติบโตของชีวิตมนุษย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ
การให้เด็กได้เจริญเติบโตสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเอง
สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่าง
มีความสุข ผู้ปกครองก็จะต้องเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ในการดูแลเด็กร่วมกับโรงเรียนในด้านการจัดการเรียนรู้
การปฏิบัติหน้าที่ดูแลเด็ก การจัดสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับโรงเรียน
2. จงอธิบายวิธี
แนวทางที่ผู้ปกครองสามารถใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์-จิตใจ
สังคมและสติปัญญาให้แก่เด็กปฐมวัย
ตอบ พัฒนาการด้านร่างกาย
-เด็กบังคับกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น เด็กชอบปีนป่ายเตะบอล รักลูกบอล ชอบเล่นในสนาม เด็กสามารถขี่ จักรยานสามล้อได้ พัฒนาการด้านสติปัญญา
- เด็กเชื่อว่าสิ่งของทุกอย่างมีชีวิติ (Animism) เด็กชอบเล่นสมมุติโดยจะเอาตุ๊กตาตามมาเล่นแล้วสมมุติ เป็นพ่อแม่ลูก แสดงท่าป้อนข้าวลูก อาบน้ำแต่งตัวให้ลูก แสดงเป็นเรื่องราวเหมือนว่าตุ๊กตาเป็นสิ่งมีชีวิต
-เด็กเชื่อว่าทุกสิ่งในโลกมีจุดหมาย เด็กมักถามว่า “ทำไม” “ทำไมรถจึงวิ่ง” ฯลฯ
-เด็กจะเชื่อมโยงปรากฏการณ์ 2 อย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกันว่าเป็นเหตุและเป็นผลซึ่งกันและกัน
พัฒนาการด้านสติปัญญา
ลักษณะเฉพาะของพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัย มีดังนี้
- เด็กวัยอนุบาลเป็นวัยที่ใช้สัญลักษณ์ได้ สามารถที่จะใช้สัญลักษณ์แทนสิ่งของวัตถุ
และสถานที่ได้ มีทักษะการใช้ภาษาอธิบายสิ่งต่าง ๆ ได้ สามารถที่จะอธิบายประสบการณ์ของตนได้ ดังนั้นควรจัดกิจกรรมให้เด็กมีโอกาสออกมาหน้าชั้น เล่าประสบการณ์ให้เพื่อนร่วมชั้นฟัง แต่ครูควรจะพยายามส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน
- เด็กวัยนี้สามารถที่จะวาดภาพพจน์ในใจได้ การใช้ความคิดคำนึงหรือการสร้าง
จินตนาการและการประดิษฐ์ เป็นลักษณะพิเศษของเด็กในวัยนี้ ถ้าครูจะส่งเสริมให้เด็กใช้การคิดประดิษฐ์ในการเล่าเรื่อง หรือการวาดภาพ ก็จะช่วยพัฒนาการด้านนี้ของเด็ก แต่บางครั้งเด็กอาจจะไม่สามารถแยกสิ่งที่ตนสร้างจากความคิดคำนึงจากความจริง ครูจะต้องพยายามช่วย แต่ไม่ควรจะใช้การลงโทษเด็กว่าไม่พูดความจริง เพราะจะทำให้เป็นการทำลายความคิดคำนึงของเด็กโดยทางอ้อม
-เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่มีความตั้งใจทีละอย่าง หรือยังไม่มีความสามารถที่จะพิจารณา
หลาย ๆ อย่างผสม ๆ กัน เด็กจะไม่สามารถแบ่งกลุ่มโดยใช้เกณฑ์หลาย ๆ อย่างปนกัน ยกตัวอย่างการแบ่งกลุ่มของวัตถุที่มีรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ กัน เช่น สามเหลี่ยม วงกลม ฯลฯ จะต้องแบ่งโดยใช้รูปร่างอย่างเดียว เช่น สามเหลี่ยมอยู่ด้วยกัน และวงกลมอยู่กลุ่มเดียวกัน ถ้าผู้ใหญ่จะรวมวงกลมและสามเหลี่ยมผสมกัน โดยยึดสีเดียวกันเป็นเกณฑ์ เด็กวัยนี้จะไม่เห็นด้วย
-ความเข้าใจของเด็กเกี่ยวกับการเปรียบเทียบน้ำหนัก ปริมาตร และความยาว ยังค่อนข้างสับสน เด็กยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับความคงตัวของสสาร ความสามารถในการจัดลำดับ การตัดสินใจของเด็กในวัยนี้ขึ้นกับการรับรู้ ยังไม่รู้จักใช้เหตุผล ครูที่สอนเด็กในวัยนี้จะสามารถช่วยเด็กให้มีพัฒนาการทางสติปัญญา ส่งเสริมให้เด็กมี สมรรถภาพ โดยพยายามเปิดโอกาสให้เด็กวัยนี้มีประสบการณ์ค้นคว้าสำรวจสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับครู และเพื่อนในวัยเดียวกัน และพยายามให้ข้อมูลย้อนกลับเวลาที่เด็กทำถูกหรือประสบผลสำเร็จ และพยายามตั้งความคาดหวัง
พัฒนาการด้านอารมณ์
เด็กเริ่มมีลักษณะอารมณ์แบบผู้ใหญ่ คือ โกรธ อิจฉา กังวล ก้าวร้าว พอใจ เป็นต้น เด็กจะแสดงความโกรธ ด้วยการกรีดร้อง ดิ้นกับพื้น หรือทำร้ายตัวเองแสดงความอิจฉาเมื่อมีน้องใหม่เวลาเล่นสนุกๆก็จะแสดง ความพอใจ แต่เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องเด็กก็จะกลัว
พัฒนาการด้านสังคม
เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ดีขึ้น อาบน้ำ แต่งตัว ใส่รองเท้าเอง บอกเวลาจะถ่ายได้ ถอดกางเกง เข้าห้องน้ำเอง และทำความสะอาดหลังขับถ่ายได้ - เด็กเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตัว เพื่อให้สังคมยอมรับ ทำตัวให้เข้ากลุ่มได้ รู้จักให้ รับ รู้จักผ่อนปรน รู้จักแบ่งปัน เด็กเรียนรู้จากคำสอน คำอธิบายและการกระทำของพ่อแม่ เด็กรู้สึกละอายใจเมื่อทำผิด เด็กเริ่มรู้จักเห็นใจ ผู้อื่น เมื่อเห็นแม่เสียใจเด็กอาจเอาตุ๊กตามาปลอบ เป็นต้น
3. การฝึกให้เด็กเป็นคนดี คนขยันและฉลาด
ผู้ปกครองควรปฏิบัติอย่างไร
ตอบ


ความรู้ที่ได้รับในวันนี้1. ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยหมายถึงอะไร
2. บทบาทและหน้าที่ของผู้ปกครองมีอะไรบ้าง
3. ทำไมจึงต้องมีการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง
4. เรื่องที่ต้องการให้ความรู้หรือการศึกษาแก่ผู้ปกครองควรเป้นเรื่องของอะไรบ้าง
5. วิธีการหรือรูปแบบในการให้การศึกษาผู้ปกครองมีวิธีการใดบ้าง
6. การให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาปฐมวัยควรมีลักษณะอย่างไร

หลังจากนั้นอาจารย์เริ่มเนื้อหาในการสอน เรื่อง ความหมายของผู้ปกครอง และการให้การศึกษาผู้ปกครองเด็กปฐมวัย

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา 
1. Parent
พ่อแม่ ผู้ปกครอง
2. Education การศึกษา
3. Early Childhood เด็กปฐมวัย
4. Parent Education for Early
Childhood การให้การศึกษาผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
5. Is a good example of children
การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก
6. Attentiveness
ความใจใส่
7. Intimacy
ความใกล้ชิด
8. Family relationship
สายสัมพันธ์ในครอบครัว
9. Accept emotions and feelings of children ยอมรับอารมณ์และความรู้สึกของลูก
ผู้ปกครอง
หมายถึง ผู้ที่เป็นบิดา มารดา
ญาติพี่น้องหรือบุคคลอื่นที่ให้การอบรมเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่เด็กที่อยู่ในการดูแลให้ความรักและความเอาใจใส่ห่วงใยตลอดจนให้การศึกษาแก่เด็ก
ความสำคัญของผู้ปกครอง
หมายถึง พ่อแม่
ผู้ปกครองมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก ซึ่งพ่อแม่มีความใกล้ชิดกับเด็ก
เป็นผู้ที่มีความหมายต่อชีวิตเด็กทั้งการเจริญเติบโตทางร่างกายและจิตใจเป็นผู้ที่เด็กมอบความรักด้วยความบริสุทธิ์ใจ
สังคมและสติปัญญา โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยถือเป็นพื้นฐานในการพัฒนาบุคลิกภาพในอนาคต
ผู้ปกครองจึงเป็นผู้นำที่จะช่วยให้เด็กเจริญเติบโต
บทบาทและหน้าที่ด้านการอบรมเลี้ยงดู 
บทบาทของพ่อแม่ในการเลี้ยงดูเด็กมี 4
ประการ คือ
1. เลี้ยงดูเด็กให้เจริญเติบโต
โดยการตอบสนองความต้องการทั้งทางร่างกายและจิตใจ
2. อบรมระเบียบวินัยทางสังคม
ตลอดจนกิริยามารยาทต่าง ๆ
3. ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ
ให้กับเด็กปฐมวัย ซึ่งได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์-จิตใจ ด้านสังคม
และด้านสติปัญญา เพื่อให้มีความพร้อมทางด้านการเรียนต่อไป
4.
ส่งเสริมความสนใจของเด็กโดยการจัดสภาพแวดล้อมรอบ
ๆ ตัวเด็กให้เหมาะสม เช่น หนังสือนิทาน อุปกรณ์ในการเล่น การพาไปทัศนศึกษา
บทบาทและหน้าที่ด้านการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้
การศึกษา
ทำความเข้าใจและแสวงหาประสบการณ์ว่าเด็กในแต่ละวันมีพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างไร
พ่อแม่ ผู้ปกครอง สามารถส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้ลูกได้อย่างถูกวิธี
ดังนี้
1. ช่วยจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับกิจกรรมที่โรงเรียน
2. ส่งเสริมให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงให้มาก
3. สนทนาให้ความเป็นกันเองกับเด็ก
ป้อนคำถามให้เด็กได้คิดหาคำตอบ
4. ชมเชยเมื่อเด็กทำความดี ทำได้ถูกต้อง
ในขณะที่ทำผิดก็ต้องชี้แจงให้เด็กเข้าใจให้ถูกต้องก่อนที่เด็กจะจำวิธีการผิดๆ
ไปใช้
บทบาทหน้าที่ของผู้ปกครอง
10
ประการ
1.
ให้ความรักและสายสัมพันธ์ในครอบครัว
2.
ให้ความเอาใจใส่และเอื้ออาทรต่อลูก
3.
ทำตนให้เป็นแบบที่ดีแก่ลูก
4.
ให้ประสบการณ์การเรียนรู้ในสังคมเกี่ยวกับการปฏิบัติตน
5.
ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้เป็นไปตามวัย
6.
ให้หลักธรรมในการพัฒนาเด็กด้วยหลักไตรสิกขา
(ศีล สมาธิ ปัญญา)
7.
ส่งเสริมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
โดยผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย
8.
ศึกษาการเจริญเติบโตของเด็ก
9.
เอาใจใส่ดูแลสุขภาพ
10. สนับสนุนเตรียมความพร้อมก่อนสู่สังคม

การบ้าน 
1. ในสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นักศึกษาคิดว่าบทบาทและหน้าที่ของผู้ปกครองที่มีต่อเด็กปฐมวัยมีอย่างไรบ้าง
จงอธิบาย
ตอบ พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่มีความใกล้ชิดกับเด็ก
เป็นผู้สนับสนุนและวางรากฐานอันสำคัญยิ่งต่อการเจริญเติบโตของชีวิตมนุษย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ
การให้เด็กได้เจริญเติบโตสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเอง
สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่าง
มีความสุข ผู้ปกครองก็จะต้องเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ในการดูแลเด็กร่วมกับโรงเรียนในด้านการจัดการเรียนรู้
การปฏิบัติหน้าที่ดูแลเด็ก การจัดสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับโรงเรียน
2. จงอธิบายวิธี
แนวทางที่ผู้ปกครองสามารถใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์-จิตใจ
สังคมและสติปัญญาให้แก่เด็กปฐมวัย
ตอบ พัฒนาการด้านร่างกาย
พัฒนาการด้านอารมณ์
พัฒนาการด้านสังคม
-เด็กบังคับกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น เด็กชอบปีนป่ายเตะบอล รักลูกบอล ชอบเล่นในสนาม เด็กสามารถขี่ จักรยานสามล้อได้ พัฒนาการด้านสติปัญญา
- เด็กเชื่อว่าสิ่งของทุกอย่างมีชีวิติ (Animism) เด็กชอบเล่นสมมุติโดยจะเอาตุ๊กตาตามมาเล่นแล้วสมมุติ เป็นพ่อแม่ลูก แสดงท่าป้อนข้าวลูก อาบน้ำแต่งตัวให้ลูก แสดงเป็นเรื่องราวเหมือนว่าตุ๊กตาเป็นสิ่งมีชีวิต
-เด็กเชื่อว่าทุกสิ่งในโลกมีจุดหมาย เด็กมักถามว่า “ทำไม” “ทำไมรถจึงวิ่ง” ฯลฯ
-เด็กจะเชื่อมโยงปรากฏการณ์ 2 อย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกันว่าเป็นเหตุและเป็นผลซึ่งกันและกัน
พัฒนาการด้านสติปัญญา
ลักษณะเฉพาะของพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัย มีดังนี้
- เด็กวัยอนุบาลเป็นวัยที่ใช้สัญลักษณ์ได้ สามารถที่จะใช้สัญลักษณ์แทนสิ่งของวัตถุ
และสถานที่ได้ มีทักษะการใช้ภาษาอธิบายสิ่งต่าง ๆ ได้ สามารถที่จะอธิบายประสบการณ์ของตนได้ ดังนั้นควรจัดกิจกรรมให้เด็กมีโอกาสออกมาหน้าชั้น เล่าประสบการณ์ให้เพื่อนร่วมชั้นฟัง แต่ครูควรจะพยายามส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน
และสถานที่ได้ มีทักษะการใช้ภาษาอธิบายสิ่งต่าง ๆ ได้ สามารถที่จะอธิบายประสบการณ์ของตนได้ ดังนั้นควรจัดกิจกรรมให้เด็กมีโอกาสออกมาหน้าชั้น เล่าประสบการณ์ให้เพื่อนร่วมชั้นฟัง แต่ครูควรจะพยายามส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน
- เด็กวัยนี้สามารถที่จะวาดภาพพจน์ในใจได้ การใช้ความคิดคำนึงหรือการสร้าง
จินตนาการและการประดิษฐ์ เป็นลักษณะพิเศษของเด็กในวัยนี้ ถ้าครูจะส่งเสริมให้เด็กใช้การคิดประดิษฐ์ในการเล่าเรื่อง หรือการวาดภาพ ก็จะช่วยพัฒนาการด้านนี้ของเด็ก แต่บางครั้งเด็กอาจจะไม่สามารถแยกสิ่งที่ตนสร้างจากความคิดคำนึงจากความจริง ครูจะต้องพยายามช่วย แต่ไม่ควรจะใช้การลงโทษเด็กว่าไม่พูดความจริง เพราะจะทำให้เป็นการทำลายความคิดคำนึงของเด็กโดยทางอ้อม
จินตนาการและการประดิษฐ์ เป็นลักษณะพิเศษของเด็กในวัยนี้ ถ้าครูจะส่งเสริมให้เด็กใช้การคิดประดิษฐ์ในการเล่าเรื่อง หรือการวาดภาพ ก็จะช่วยพัฒนาการด้านนี้ของเด็ก แต่บางครั้งเด็กอาจจะไม่สามารถแยกสิ่งที่ตนสร้างจากความคิดคำนึงจากความจริง ครูจะต้องพยายามช่วย แต่ไม่ควรจะใช้การลงโทษเด็กว่าไม่พูดความจริง เพราะจะทำให้เป็นการทำลายความคิดคำนึงของเด็กโดยทางอ้อม
-เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่มีความตั้งใจทีละอย่าง หรือยังไม่มีความสามารถที่จะพิจารณา
หลาย ๆ อย่างผสม ๆ กัน เด็กจะไม่สามารถแบ่งกลุ่มโดยใช้เกณฑ์หลาย ๆ อย่างปนกัน ยกตัวอย่างการแบ่งกลุ่มของวัตถุที่มีรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ กัน เช่น สามเหลี่ยม วงกลม ฯลฯ จะต้องแบ่งโดยใช้รูปร่างอย่างเดียว เช่น สามเหลี่ยมอยู่ด้วยกัน และวงกลมอยู่กลุ่มเดียวกัน ถ้าผู้ใหญ่จะรวมวงกลมและสามเหลี่ยมผสมกัน โดยยึดสีเดียวกันเป็นเกณฑ์ เด็กวัยนี้จะไม่เห็นด้วย
หลาย ๆ อย่างผสม ๆ กัน เด็กจะไม่สามารถแบ่งกลุ่มโดยใช้เกณฑ์หลาย ๆ อย่างปนกัน ยกตัวอย่างการแบ่งกลุ่มของวัตถุที่มีรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ กัน เช่น สามเหลี่ยม วงกลม ฯลฯ จะต้องแบ่งโดยใช้รูปร่างอย่างเดียว เช่น สามเหลี่ยมอยู่ด้วยกัน และวงกลมอยู่กลุ่มเดียวกัน ถ้าผู้ใหญ่จะรวมวงกลมและสามเหลี่ยมผสมกัน โดยยึดสีเดียวกันเป็นเกณฑ์ เด็กวัยนี้จะไม่เห็นด้วย
-ความเข้าใจของเด็กเกี่ยวกับการเปรียบเทียบน้ำหนัก ปริมาตร และความยาว ยังค่อนข้างสับสน เด็กยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับความคงตัวของสสาร ความสามารถในการจัดลำดับ การตัดสินใจของเด็กในวัยนี้ขึ้นกับการรับรู้ ยังไม่รู้จักใช้เหตุผล ครูที่สอนเด็กในวัยนี้จะสามารถช่วยเด็กให้มีพัฒนาการทางสติปัญญา ส่งเสริมให้เด็กมี สมรรถภาพ โดยพยายามเปิดโอกาสให้เด็กวัยนี้มีประสบการณ์ค้นคว้าสำรวจสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับครู และเพื่อนในวัยเดียวกัน และพยายามให้ข้อมูลย้อนกลับเวลาที่เด็กทำถูกหรือประสบผลสำเร็จ และพยายามตั้งความคาดหวัง
พัฒนาการด้านอารมณ์
เด็กเริ่มมีลักษณะอารมณ์แบบผู้ใหญ่ คือ โกรธ อิจฉา กังวล ก้าวร้าว พอใจ เป็นต้น เด็กจะแสดงความโกรธ ด้วยการกรีดร้อง ดิ้นกับพื้น หรือทำร้ายตัวเองแสดงความอิจฉาเมื่อมีน้องใหม่เวลาเล่นสนุกๆก็จะแสดง ความพอใจ แต่เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องเด็กก็จะกลัว
พัฒนาการด้านสังคม
เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ดีขึ้น อาบน้ำ แต่งตัว ใส่รองเท้าเอง บอกเวลาจะถ่ายได้ ถอดกางเกง เข้าห้องน้ำเอง และทำความสะอาดหลังขับถ่ายได้ - เด็กเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตัว เพื่อให้สังคมยอมรับ ทำตัวให้เข้ากลุ่มได้ รู้จักให้ รับ รู้จักผ่อนปรน รู้จักแบ่งปัน เด็กเรียนรู้จากคำสอน คำอธิบายและการกระทำของพ่อแม่ เด็กรู้สึกละอายใจเมื่อทำผิด เด็กเริ่มรู้จักเห็นใจ ผู้อื่น เมื่อเห็นแม่เสียใจเด็กอาจเอาตุ๊กตามาปลอบ เป็นต้น
3. การฝึกให้เด็กเป็นคนดี คนขยันและฉลาด
ผู้ปกครองควรปฏิบัติอย่างไร
ตอบ
4.ฝึกให้ลูกอดออม และใช้เงินของตัวเองในการซื้อของ การอดออม เป็นวินัยขั้นพื้นฐานที่พ่อแม่ควรฝึกลูกน้อยตั้งแต่ยังเด็กเพื่อให้เขารู้จักประหยัดเงิน ไม่แบมือขอเงินพ่อแม่เพียงอย่างเดียว โดยคุณควรฝึกให้ลูกน้อยใช้เงินที่เก็บมาได้นั้นสำหรับใช้ซื้อของที่จำเป็น วิธีนี้จะช่วยให้ลูกของคูณ มีความรับผิดชอบ รู้จักให้และเสียสละมากขึ้น
5.สอนลูกถึงความสำคัญของครอบครัว การสอนลูกให้รู้จักความสำคัญของครอบครัวจะช่วยสร้างรากฐานทางจิตใจของตัวเด็กได้เป็นอย่างดี ทำให้เขารู้สึกว่าครอบครัวเป็นสถานที่อบอุ่น เป็นศูนย์รวมจิตใจ และเป็นที่พึ่งพิง ทำให้เด็กจะรู้จักพูดคุยกับคนในครอบครัวมากขึ้น ให้ความสำคัญมากขึ้น และเมื่อมีปัญหาใดๆ ก็กล้าที่จะปรึกษาพ่อและแม่มากขึ้น
6.หาคอร์สเรียนพิเศษให้ลูก คอร์สเรียนพิเศษหรือคอร์สเรียนเพิ่มเติมจากการเรียนปกติในชั้นเรียน ถือเป็นสิ่งที่จะช่วยพัฒนาความรู้ให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่สมองของเด็กกำลังเปิดรับสิ่งรอบรู้ต่างๆ ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กสามารถจดจำเรื่องราวใหม่ๆ ที่ได้เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี การให้ลูกเรียนพิเศษในช่วงวัยนี้จะทำให้เติบโตเป็นเด็กที่มีไอคิวสูง และฉลาดรอบรู้มากขึ้น
4. ปัญหาที่เป็นอุปสรรค์ของผู้ปกครองที่มีผลกระทบต่อเด็กปฐมวัย
คือปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องใด จงอธิบาย
ตอบ สาเหตุของปัญหาการเรียน : ปัญหาการเรียนของเด็กเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นที่ตัวเด็กเอง และสภาพแวดล้อมการอบรมเลี้ยงดูทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ซึ่งหากเกิดจากหลายปัจจัยผสมผสานกันระหว่างเด็ก ครอบครัว และโรงเรียน จะยิ่งทำให้ปัญหาการเรียนแย่ลง เช่น เด็กมีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ อยู่กับครอบครัวที่ยากจนและพ่อแม่หย่าร้าง รวมทั้งเรียนในโรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพ จะยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหายากยิ่งขึ้น เป็นต้น
ในทางกลับกัน ถ้าเด็กมีความบกพร่องทางการเรียนเฉพาะด้าน เช่น มีปัญหาเรื่องคำนวณหรือการเขียน แต่สติปัญญาฉลาด ไม่มีปัญหาทางอารมณ์ ปรับตัวได้ดี มีฐานะดี ถ้าหากได้รับการศึกษาที่เหมาะสมจะช่วยแก้ปัญหาการเรียนให้ดีขึ้นได้
ปัญหาการเรียนที่เกิดจากตัวเด็ก
1. ความผิดปกติทางเชาวน์ปัญญา เด็กมีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ
2. ประสาทการรับรู้ผิดปกติ เด็กที่หูตึงหรือหูหนวก จะมีปัญหาการสื่อสารและการพูด ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ เด็กจะมีปัญหาด้านการอ่าน คำนวณ รวมทั้งอาจมีปัญหาการปรับตัว และปัญหาพฤติกรรมตามมา
ส่วนเด็กที่มีการมองเห็นผิดปกติ เช่น ตาสั้น ตาเอียง หากไม่ได้
3. ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ประมาณ 1 ใน 4 ถึง 2 ใน 3 ของเด็กที่เจ็บป่วย เรื้อรังจะมีปัญหาการเรียนร่วมด้วย จากหลายปัจจัย เช่น
โรคที่เป็นอยู่อาจมีผลกระทบต่อสมองโดยตรง เช่น โรคลมชัก หรือมีความพิการของสมอง ทำให้มีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ หรือความเจ็บปวดที่ได้รับจากโรค
4. ภาวะทางอารมณ์ผิดปกติ ปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กมีปัญหาการเรียนหรืออาจเป็นผลตามมาจากการที่เด็กมีปัญหาการเรียนอยู่ก่อนแล้วก็ได้
ประมาณร้อยละ 30-80 ของเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์จะมีปัญหาทางด้านการเรียนร่วมด้วย
5. การเรียนรู้ด้อย คำว่าการเรียนรู้ด้อย (Learning disability หรือ LD) หมายถึง ภาวะที่เด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้ อันเนื่องมาจากการทำงานของสมองผิดปกติ ทำให้เรียนไม่ได้เต็มที่ตามศักยภาพที่มีอยู่ โดยอาจแสดงออกถึงความบกพร่องเรื่องการฟัง คิด อ่าน พูด เขียน หรือคำนวณ
6. สมาธิสั้น สมาธิสั้นเป็นปัญหาทางพฤติกรรมที่พบได้ บ่อยของเด็กวัยเรียน พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง การวินิจฉัยนั้นแยกเด็กออกเป็น 2 กลุ่มคือ ขาดสมาธิ และซนอยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น ทำก่อนคิด
7. เด็กที่มีความสามารถพิเศษ บางคนเรียกว่าเด็กอัจฉริยะ เด็กปัญญาเลิศ เด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษ คือเด็กที่มีความสามารถมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน มีความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ โดยเด็กอาจจะมีพรสวรรค์พิเศษด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้าน เช่น คณิตศาสตร์ ภาษา กีฬา ดนตรี
ปัญหาการเรียนที่เกิดนอกตัวเด็ก
1. ปัญหาครอบครัวและสังคม ปัญหาภายในครอบครัวที่พบได้บ่อยๆ คือความขัดแย้งภายในครอบครัว พ่อแม่แยกกันอยู่ หย่าร้าง มีการกระทำทารุณต่อเด็ก ทอดทิ้งปล่อยปละละเลย หรือพ่อแม่มีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ
ส่วนปัญหาทางสังคม เช่น ฐานะยากจน พ่อแม่ตกงาน ติดยาเสพติด ปัญหาต่างๆ
2. ปัญหาที่โรงเรียน การจัดการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก อุปกรณ์การเรียนการสอนไม่ได้มาตรฐาน สื่อต่างๆ ไม่ได้คุณภาพหรือไม่เหมาะสม
คุณภาพของครู ความสามารถและเทคนิคของ ครูผู้สอนในการสร้างแรงจูงใจในการเรียน รวมทั้งสัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียน
จำนวนนักเรียนที่มากเกินไปในแต่ละห้อง อัตราส่วนของครูและนักเรียนไม่เหมาะสม เช่น ครู 1 คน ต่อเด็กนักเรียน 30 คน
กฎระเบียบและวิธีการลงโทษเมื่อเด็กทำผิด การให้คำชมเชยและให้กำลังใจเมื่อเด็กมีความพยายาม หรือทำได้สำเร็จ มีส่วนส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียน
4. ปัญหาที่เป็นอุปสรรค์ของผู้ปกครองที่มีผลกระทบต่อเด็กปฐมวัย
คือปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องใด จงอธิบาย
ตอบ สาเหตุของปัญหาการเรียน : ปัญหาการเรียนของเด็กเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นที่ตัวเด็กเอง และสภาพแวดล้อมการอบรมเลี้ยงดูทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ซึ่งหากเกิดจากหลายปัจจัยผสมผสานกันระหว่างเด็ก ครอบครัว และโรงเรียน จะยิ่งทำให้ปัญหาการเรียนแย่ลง เช่น เด็กมีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ อยู่กับครอบครัวที่ยากจนและพ่อแม่หย่าร้าง รวมทั้งเรียนในโรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพ จะยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหายากยิ่งขึ้น เป็นต้น
ส่วนปัญหาทางสังคม เช่น ฐานะยากจน พ่อแม่ตกงาน ติดยาเสพติด ปัญหาต่างๆ
2. ปัญหาที่โรงเรียน การจัดการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก อุปกรณ์การเรียนการสอนไม่ได้มาตรฐาน สื่อต่างๆ ไม่ได้คุณภาพหรือไม่เหมาะสม
คุณภาพของครู ความสามารถและเทคนิคของ ครูผู้สอนในการสร้างแรงจูงใจในการเรียน รวมทั้งสัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียน
ในทางกลับกัน ถ้าเด็กมีความบกพร่องทางการเรียนเฉพาะด้าน เช่น มีปัญหาเรื่องคำนวณหรือการเขียน แต่สติปัญญาฉลาด ไม่มีปัญหาทางอารมณ์ ปรับตัวได้ดี มีฐานะดี ถ้าหากได้รับการศึกษาที่เหมาะสมจะช่วยแก้ปัญหาการเรียนให้ดีขึ้นได้
ปัญหาการเรียนที่เกิดจากตัวเด็ก
1. ความผิดปกติทางเชาวน์ปัญญา เด็กมีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ
1. ความผิดปกติทางเชาวน์ปัญญา เด็กมีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ
2. ประสาทการรับรู้ผิดปกติ เด็กที่หูตึงหรือหูหนวก จะมีปัญหาการสื่อสารและการพูด ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ เด็กจะมีปัญหาด้านการอ่าน คำนวณ รวมทั้งอาจมีปัญหาการปรับตัว และปัญหาพฤติกรรมตามมา
ส่วนเด็กที่มีการมองเห็นผิดปกติ เช่น ตาสั้น ตาเอียง หากไม่ได้
ส่วนเด็กที่มีการมองเห็นผิดปกติ เช่น ตาสั้น ตาเอียง หากไม่ได้
3. ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ประมาณ 1 ใน 4 ถึง 2 ใน 3 ของเด็กที่เจ็บป่วย เรื้อรังจะมีปัญหาการเรียนร่วมด้วย จากหลายปัจจัย เช่น
โรคที่เป็นอยู่อาจมีผลกระทบต่อสมองโดยตรง เช่น โรคลมชัก หรือมีความพิการของสมอง ทำให้มีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ หรือความเจ็บปวดที่ได้รับจากโรค
4. ภาวะทางอารมณ์ผิดปกติ ปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กมีปัญหาการเรียนหรืออาจเป็นผลตามมาจากการที่เด็กมีปัญหาการเรียนอยู่ก่อนแล้วก็ได้
ประมาณร้อยละ 30-80 ของเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์จะมีปัญหาทางด้านการเรียนร่วมด้วย
5. การเรียนรู้ด้อย คำว่าการเรียนรู้ด้อย (Learning disability หรือ LD) หมายถึง ภาวะที่เด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้ อันเนื่องมาจากการทำงานของสมองผิดปกติ ทำให้เรียนไม่ได้เต็มที่ตามศักยภาพที่มีอยู่ โดยอาจแสดงออกถึงความบกพร่องเรื่องการฟัง คิด อ่าน พูด เขียน หรือคำนวณ
6. สมาธิสั้น สมาธิสั้นเป็นปัญหาทางพฤติกรรมที่พบได้ บ่อยของเด็กวัยเรียน พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง การวินิจฉัยนั้นแยกเด็กออกเป็น 2 กลุ่มคือ ขาดสมาธิ และซนอยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น ทำก่อนคิด
7. เด็กที่มีความสามารถพิเศษ บางคนเรียกว่าเด็กอัจฉริยะ เด็กปัญญาเลิศ เด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษ คือเด็กที่มีความสามารถมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน มีความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ โดยเด็กอาจจะมีพรสวรรค์พิเศษด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้าน เช่น คณิตศาสตร์ ภาษา กีฬา ดนตรี
โรคที่เป็นอยู่อาจมีผลกระทบต่อสมองโดยตรง เช่น โรคลมชัก หรือมีความพิการของสมอง ทำให้มีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ หรือความเจ็บปวดที่ได้รับจากโรค
4. ภาวะทางอารมณ์ผิดปกติ ปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กมีปัญหาการเรียนหรืออาจเป็นผลตามมาจากการที่เด็กมีปัญหาการเรียนอยู่ก่อนแล้วก็ได้
ประมาณร้อยละ 30-80 ของเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์จะมีปัญหาทางด้านการเรียนร่วมด้วย
5. การเรียนรู้ด้อย คำว่าการเรียนรู้ด้อย (Learning disability หรือ LD) หมายถึง ภาวะที่เด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้ อันเนื่องมาจากการทำงานของสมองผิดปกติ ทำให้เรียนไม่ได้เต็มที่ตามศักยภาพที่มีอยู่ โดยอาจแสดงออกถึงความบกพร่องเรื่องการฟัง คิด อ่าน พูด เขียน หรือคำนวณ
6. สมาธิสั้น สมาธิสั้นเป็นปัญหาทางพฤติกรรมที่พบได้ บ่อยของเด็กวัยเรียน พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง การวินิจฉัยนั้นแยกเด็กออกเป็น 2 กลุ่มคือ ขาดสมาธิ และซนอยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น ทำก่อนคิด
7. เด็กที่มีความสามารถพิเศษ บางคนเรียกว่าเด็กอัจฉริยะ เด็กปัญญาเลิศ เด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษ คือเด็กที่มีความสามารถมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน มีความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ โดยเด็กอาจจะมีพรสวรรค์พิเศษด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้าน เช่น คณิตศาสตร์ ภาษา กีฬา ดนตรี
ปัญหาการเรียนที่เกิดนอกตัวเด็ก
1. ปัญหาครอบครัวและสังคม ปัญหาภายในครอบครัวที่พบได้บ่อยๆ คือความขัดแย้งภายในครอบครัว พ่อแม่แยกกันอยู่ หย่าร้าง มีการกระทำทารุณต่อเด็ก ทอดทิ้งปล่อยปละละเลย หรือพ่อแม่มีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจส่วนปัญหาทางสังคม เช่น ฐานะยากจน พ่อแม่ตกงาน ติดยาเสพติด ปัญหาต่างๆ
2. ปัญหาที่โรงเรียน การจัดการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก อุปกรณ์การเรียนการสอนไม่ได้มาตรฐาน สื่อต่างๆ ไม่ได้คุณภาพหรือไม่เหมาะสม
คุณภาพของครู ความสามารถและเทคนิคของ ครูผู้สอนในการสร้างแรงจูงใจในการเรียน รวมทั้งสัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียน
จำนวนนักเรียนที่มากเกินไปในแต่ละห้อง อัตราส่วนของครูและนักเรียนไม่เหมาะสม เช่น ครู 1 คน ต่อเด็กนักเรียน 30 คน
กฎระเบียบและวิธีการลงโทษเมื่อเด็กทำผิด การให้คำชมเชยและให้กำลังใจเมื่อเด็กมีความพยายาม หรือทำได้สำเร็จ มีส่วนส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียน
ประเมินอาจารย์ : วันนี้อาจารย์ได้ให้ความรู้ในหัวข้อต่างได้ดี
มากเลยคะ ได้ฟังการบรรยายในหัวข้อเรื่อง ผู้ปกครอง,ความสำคัญของผู้ปกครอง,บทบาทหน้าที่ของผู้ปกครอง 10 ประการ อาจารย์ให้อธิบายโดยการยกตัวอย่างเข้ามาสอนด้วยทำให้เกิดการเรียนรู้ได้มากขึ้น เวลาที่เราไม่ทันในเนื้อหาส่วนไหน สามารถทักท้วงได้ขณะที่สอน อาจารย์ก็จะอธิบายอีกรอบ วันนี้การเรียนถือว่าไม่น่าเบื่อ ให้คะแนน 9/10 ไปเลย
ประเมินเพื่อน : วันนี้เพื่อนมาเรียนเกือบครบทุกคน ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามกับอาจารย์ และการแสดงความคิดในห้องเรียน แต่เพื่อนเสียงดังไปนิดหน่อย แต่ไม่ได้เสียงดังตลอด วันนี้เพื่อนมีส่วนร่วมในการเรียนดีมากคะ
ประเมินตัวเอง : วันนี้มาเรียนเช้า ตั้งใจว่าจะมาเรียนอาจารย์ให้ได้ไก่ทุกสัปดาห์ ยอมนั่งรถวินมาเพื่อให้มาเรียนทันก่อน 08:30 น. พอมาถึงมอเหลือเวลาตั้ง 10 นาที นึกว่าจะไม่ทัน ในขณะที่เรียนได้มีการจดบันทึกเวลาที่อาจารย์สอน และได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นร่วมกับเพื่อนด้วย 
ประเมินอาจารย์ : วันนี้อาจารย์ได้ให้ความรู้ในหัวข้อต่างได้ดี
มากเลยคะ ได้ฟังการบรรยายในหัวข้อเรื่อง ผู้ปกครอง,ความสำคัญของผู้ปกครอง,บทบาทหน้าที่ของผู้ปกครอง 10 ประการ อาจารย์ให้อธิบายโดยการยกตัวอย่างเข้ามาสอนด้วยทำให้เกิดการเรียนรู้ได้มากขึ้น เวลาที่เราไม่ทันในเนื้อหาส่วนไหน สามารถทักท้วงได้ขณะที่สอน อาจารย์ก็จะอธิบายอีกรอบ วันนี้การเรียนถือว่าไม่น่าเบื่อ ให้คะแนน 9/10 ไปเลย 

ประเมินเพื่อน : วันนี้เพื่อนมาเรียนเกือบครบทุกคน ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามกับอาจารย์ และการแสดงความคิดในห้องเรียน แต่เพื่อนเสียงดังไปนิดหน่อย แต่ไม่ได้เสียงดังตลอด วันนี้เพื่อนมีส่วนร่วมในการเรียนดีมากคะ
ประเมินตัวเอง : วันนี้มาเรียนเช้า ตั้งใจว่าจะมาเรียนอาจารย์ให้ได้ไก่ทุกสัปดาห์ ยอมนั่งรถวินมาเพื่อให้มาเรียนทันก่อน 08:30 น. พอมาถึงมอเหลือเวลาตั้ง 10 นาที นึกว่าจะไม่ทัน ในขณะที่เรียนได้มีการจดบันทึกเวลาที่อาจารย์สอน และได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นร่วมกับเพื่อนด้วย 
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น